หลักเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

บทนำสู่หลักเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

จุดประสงค์หลักของรายงานคือการสรุปให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงประเด็นสำคัญๆ ที่น่าสนใจ แต่ทว่าปัญหาหนึ่งของการทำรายงานคือผู้อ่านแต่ละคนสนใจไม่เหมือนกัน อย่างเช่นถ้าเราสร้างอุปกรณ์ใหม่มาสักตัวหนึ่ง แต่ละคนก็จะสนใจข้อมูลของอุปกรณ์ในแง่ที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคก็จะสนใจว่าอุปกรณ์ใหม่นี้ใช้ยังไง ช่างเทคนิคก็จะสนใจกลไกการทำงานข้างใน ส่วนสปอนเซอร์หรือผู้ที่เราไปขอทุนมาสร้างก็จะสนใจว่าอุปกรณ์ชนิดนี้พิเศษอย่างไร มีความเป็นไปได้ที่จะขายได้กำไรหรือไม่ ฯลฯ ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะเห็นเวลาทำรายงานเล่มใหญ่ๆ เนื้อหาบางบทอาจซ้ำซ้อนกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้ที่สนใจแต่ละคนก็จะข้ามไปอ่านเฉพาะบทที่ตนเองสนใจเท่านั้น ข้อมูลบางอันที่ควรรู้จึงถูกกล่าวถึงซ้ำๆ ในแต่ละบทด้วยภาษาที่แตกต่างกันไป

ในที่นี้เราจะมาเน้นถึงรายงานใน Lab ที่เราทำ ใน Lab นี้เป็นรายงานการออกแบบระบบเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจว่าคนที่อ่านรายงานการออกแบบสามารถแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มสนใจอะไรบ้าง

ผู้เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มคือ

  1. เจ้าของปัญหา หมายถึง องค์กรผู้จ้างให้เราทำงาน เจ้าของปัญหามักอยากรู้ความคิดเห็นของเราที่มีต่อปัญหานั้นๆ เช่นสิ่งนี้สร้างได้หรือไม่ ควรเจาะตลาดอย่างไร ฯลฯ เป็นต้น
  2. ช่างเทคนิค หมายถึง ผู้เกี่ยวข้องที่ควรรู้การทำงานข้างในของระบบ เพราะอาจใช้ในการบำรุงรักษา แก้ไขปรับปรุง ฯลฯ มักอยากรู้กลไกการทำงานของระบบเอง และพอจะรับศัพท์เทคนิคได้
  3. ผู้ใช้ หมายถึง ผู้ที่จะใช้ระบบของเรา ที่ไม่ค่อยรู้ศัพท์เทคนิค และไม่จำเป็นต้องเข้าใจการทำงานภายในของระบบ ผู้ใช้เพียงแค่อยากรู้ว่าระบบนี้ใช้งานอย่างไร กล่าวในเชิงเทคนิคคือ ระบบของเรามีส่วนต่อประสาน (interface) อย่างไร นั่นเอง

หลักเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน: SCIDO

ด้วยเหตุผลที่กล่าวขั้นต้นพี่จึงตั้งเกณฑ์การให้คะแนนรายงานออกเป็น 5 เกณฑ์ เพื่อให้จำง่ายๆ ก็ขอเรียกรวมกันย่อๆ ว่า SCIDO (อ่านว่า ไซดู) หลักเกณฑ์การให้คะแนนรายงานมีดังต่อไปนี้ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

  1. S ย่อมาจาก Signature เป็นเกณฑ์มาตลอดว่า ลายเซ็นที่ตรวจจะให้ 5 คะแนนเพียวๆ จาก 10 คะแนน หาก Lab นั้นมี n งานก็จะให้คะแนน 5/n คะแนน แบ่งตามสัดส่วนกันไป
  2. C ย่อมาจาก Command หมายถึง คะแนนจากผู้อ่านในฐานะ “เจ้าของปัญหา” คะแนนส่วนนี้จะพิจารณาจากการวิเคราะห์ปัญหา และความเห็นที่ให้ต่อปัญหา แต่เนื่องจากว่ารายงานสามารถแนบโจทย์มาได้ อีกทั้งพี่ TA เองก็มีใบโจทย์เช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้อง Copy โจทย์มาให้ดูอีกครั้ง แต่สิ่งที่ควรทำก็คือ การรายงานว่าตนได้วิเคราะห์และให้ความเห็นต่อโจทย์ปัญหาอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น รายงานว่าโจทย์ข้อนี้พิเศษอย่างไร เปรียบเทียบกับโจทย์ข้ออื่นว่าโจทย์ข้อนี้มีอะไรที่ต้องพึงระวังหรือพึงสังเกตเป็นพิเศษหรือไม่ หรือ ขยายความโจทย์เพิ่มเติมโดยใช้ตัวอย่างเช่น ยกตัวอย่าง Command ที่ใช้ใน CPU นี้บางตัว ฯลฯ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น พูดง่ายๆ คือ “ถ้าเราเป็นอาจารย์ เราจะขยายความโจทย์เพิ่มเติมอย่างไร ให้ผู้ทำ Lab เข้าใจมากขึ้น”
  3. I ย่อมาจากหลายตัว ย่อมาจาก Inside Mechanism หรือกลไกภายในก็ได้ และก็ย่อมาจาก Invarriant ที่แปลว่าสิ่งที่พึงรักษาก็ได้ หรือย่อมาจาก Interest คือสิ่งที่น่าสนใจก็ได้ แต่โดยสรุปแล้วตัว I นี้หมายถึง คะแนนจากผู้อ่านในฐานะ “ช่างเทคนิค” ที่อยากรู้ว่ากลไกการทำงานภายในเป็นอย่างไร อาจแสดงด้วย แผนภาพ หรือบรรยายเป็นข้อความ หรืออธิบายประกอบ Source Code ฯลฯ และต้องแนบข้อพึงระวังหรือสิ่งที่น่าสนใจด้วย ข้อพึงระวังหมายถึงสิ่งที่ต้องรักษาไว้ มิฉะนั้นระบบอาจทำงานผิดพลาดเช่น ต้องไม่มี 2 ข้อมูลปล่อยมาใน Bus เดียวกัน หรือ Binary Search Tree สมาชิก subtree ซ้ายต้องมีค่าน้อย subtree ขวา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่มาพัฒนาเพิ่มเติมพึงระวังไม่ไปแก้ไขเข้า ทั้งนี้ให้ถือว่า “ช่างเทคนิค” เข้าใจใน Code พอๆ กับเราแล้ว พูดง่ายๆ คือ “เราจะอธิบายเพื่อนอย่างไร เพื่อให้เพื่อนสามารถอ่านรายงานเราและพัฒนาแทนเราได้” (ทักษะนี้สำคัญมากเวลาพัฒนางานเป็นทีม)
  4. D ตัว D นี้ก็ย่อมาจากหลายตัวเหมือนกันทั้ง Data ที่แปลว่าข้อมูล Discuss ที่แปลว่าอภิปราย ฯลฯ ส่วน D นี้มองคล้ายๆ เป็นส่วนที่กล่าวถึงผลลัพธ์ที่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คะแนนจากผู้อ่านในฐานะ”ผู้ใช้” Output เป็นอย่างไร อ่าน Output อย่างไร ต้อง Input อย่างไร เพื่อให้ Output เป็นอย่างที่ต้องการ เป็นต้น พูดง่ายๆ คือ “ถ้าเราเป็น TA เราต้องตรวจอย่างไร”
  5. O ย่อมาจาก Other นั่นเอง Other จะเป็นประเด็นละเอียดปลีกย่อยเช่น Format หน้าปก และหน้าให้คะแนนควรเขียนข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ กระดาษควรเรียงอย่างสวยงามและเย็บเล่มเรียบร้อย การจัด Layout หน้ากระดาษ เป็นต้น ส่วนนี้จะเพิ่มคะแนนให้ด้วย จากการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจเช่น อธิบายว่าลำดับฟีบอนักชีคืออะไร (Lab 4) หรือ Stack คืออะไร (Lab 3) หรือมี Tip & Tricks อะไรที่น่าสนใจอะไรในการใช้งานเป็นต้น ทั้งนี้จะไม่บวกคะแนนจนเกินคะแนนเต็มหรือเกินไปยังคะแนนลายเซ็น

SCIDO Check-List

เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การตรวจจะตรวจตาม SCIDO Check-List ดังนี้

S: (5 คะแนน)
คิดจากลายเซ็น

C: (1.25 คะแนน)
ต้องมีการอภิปรายโจทย์เช่น

  • เขียนว่าโจทย์ข้อนี้พิเศษอย่างไร หรือ
  • เปรียบเทียบกับโจทย์ข้ออื่นว่าโจทย์ข้อนี้มีอะไรที่ต้องพึงระวังหรือพึงสังเกตเป็นพิเศษหรือไม่ หรือ
  • ขยายความโจทย์เพิ่มเติมโดยใช้ตัวอย่าง เช่นยกตัวอย่าง Command ที่ใช้ใน CPU นี้บางตัว ฯลฯ

I: (1.25 คะแนน)
ต้องมีการอธิบายการทำงาน อาจใช้

  • แผนภาพ  (Diagram) เช่น ASM Chart, Flow Chart ฯลฯ หรือ
  • บรรยายเป็นข้อความ หรือ
  • อธิบายประกอบ Source Code

ควรมีข้อพึงระวังที่น่าสนใจในการออกแบบด้วย

D: (1.25 คะแนน)
ต้องมี Data ที่โจทย์กำหนดให้ใส่ เช่น

  • ถ้าโจทย์สั่งให้วาด ASM Chart ส่งก็ต้องมี ASM Chart ส่ง
  • ลักษณะผลลัพธ์ที่ทำงานถูกต้อง
  • Code เฉพาะส่วนที่สำคัญ (ดูเพิ่มเติมใน “หมายเหตุเฉพาะ Lab”)

ควรสอนวิธีอ่าน Output และวิธีใส่ input ด้วย เช่น

  • [Lab4] ให้ดู Ram address ที่ 17 จะเห็นว่าแสดงค่า 13 อันเป็นฟีโบนักชีตัวที่ 7 ซึ่งเลข 7 นี้ต้องใส่ใน Ram Address ที่ 13 ก่อน execute binary code
  • [ตัวอย่างสมมติ] สังเกตว่าค่า a จะสลับไปตาม clock ซึ่งตรงกับที่โจทย์กำหนดไว้

O: (1.25 คะแนน)
ประเด็นที่ตรวจ

  • ข้อมูลบนหน้าปกที่สำคัญต้องครบ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล รหัสนิสิต Lab ที่ เท่าไหร่ Lab ชื่ออะไร วิชา รหัสวิชา Sec ที่เรียน
  • การเย็บเล่มต้องเย็บให้เรียบร้อย กระดาษทุกอันในรายงานต้องถูกเย็บ กระดาษไม่กลับหน้า-หลัง หรือ บน-ล่าง
  • หัวกระดาษหน้าให้คะแนนต้องกรอกข้อมูลที่สำคัญครบดังกล่าวขั้นต้น
  • ลำดับการจัดรายงาน หน้าให้คะแนนต้องวางไว้หน้าแรกสุดของรายงานต่อจากปกนอกเลย (แม้มีใบโจทย์แนบมาในรายงานด้วย ก็ขอให้เอาไว้หน้าโจทย์) มีการใช้ font ที่แตกต่างกันในการแสดงหัวข้อ และเรียงลำดับรายงานแล้วอ่านเข้าใจง่าย

ประเด็นเพิ่มคะแนน

1. ข้อมูลประกอบน่าสนใจยกตัวอย่างเช่น

  • [Lab 4] อธิบายว่าฟีบอนักชีนั้นลำดับอย่างไร
  • [Lab 3] Stack ทำงานอย่างไร

2. เสนอ Tips & Tricks ที่ใช้ในการทำแล็บครั้งนั้น ที่คิดว่าน่าสนใจ

วิธีการคิดคะแนน

แต่ละส่วนจะมีส่วนที่ต้องมีหรือบังคับให้มี หากไม่มีให้ถือว่าได้ 0 คะแนนในส่วนนั้น หากมีจะคิดว่าได้ 1 คะแนนเต็มก่อน และค่อยๆ หักจุดที่อธิบายผิดหรือจุดที่ควรอธิบายแต่ไม่ได้อธิบายจุดละ 0.25 คะแนน แต่รวมแล้วจะไม่หักเกิน 1 คะแนน กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ผิดจุดหนึ่งหักจุดละ 0.25 คะแนน แต่ถ้าผิดมากกว่า 4 จุดจะหักแค่ 1 คะแนนเท่านั้น

การหักเนื่องจากควรอธิบายแต่ไม่อธิบายมีอยู่ 2 ส่วนเท่านั้นคือ ข้อพึงระวังในส่วน I และวิธีการอ่าน Output และกรอก Input ในส่วน D ทั้งนี้ จุดที่ควรอธิบายนี้อิงจากคนส่วนใหญ่ คือถ้าคนส่วนใหญ่เกิน 80% เห็นว่าประเด็นนี้พึงอธิบาย จะถือว่าเป็นจุดที่พึงอธิบาย ทั้งนี้ประกอบกับวิจารณญาณของ TA อีกทีหนึ่ง แต่จะมีการชี้แจงเหตุผลในแต่ละ Lab ไป และจะให้คะแนนในทิศทางที่น้องได้คะแนนมากกว่า (คือในบางครั้งหากมีน้องอธิบายในประเด็นดังกล่าวเกิน 80% แต่ TA ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องอธิบายก็จะไม่หักคะแนนน้อง แต่ประเด็นไหนที่น้องอธิบายไม่ถึง 80% แต่ TA เห็นว่าควรจะอธิบาย TA ก็จะยกประโยชน์ให้จำเลยไม่หักคะแนนน้องเช่นกัน)

สำหรับส่วน O นี้จะเห็นว่าเป็นคะแนนที่พยายามจะให้เต็มๆ กัน ดังนั้นอย่าพลาดที่จะเก็บคะแนนส่วนนี้ไว้ ในส่วน O นี้ยังมีประเด็นเพิ่มคะแนนอีกด้วย แต่อย่าใส่ประเด็นเพิ่มคะแนนนี้มาเกินความจำเป็น มิฉะนั้นจะถือเสมือนว่าไม่ใส่ข้อมูลนั้นมาเช่นกัน โดยการเพิ่มคะแนนในส่วน O นี้จะสามารถหักกลบกับคะแนนในส่วน C I และ D ได้ แต่จะไม่ไปเพิ่มเกินส่วน S และไม่เพิ่มเกินคะแนนเต็ม 10 คะแนนไปยัง Lab อื่น เนื่องจากประเด็นที่เพิ่มคะแนนมี 2 ประเด็นประเด็นละ 0.25 คะแนน ดังนั้นคะแนนโบนัสจะเพิ่มได้ไม่เกิน 0.5 คะแนน

หากในแล็บมีหลายข้อย่อย ก็ให้คิดทีละข้อย่อยและหารเฉลี่ยเอา หากส่งรายงานสายจะหักวันละ 1 คะแนน ไม่นับวันหยุดราชการ และการเพิ่มคะแนนในส่วน O ก็ไม่สามารถมาเพิ่มคะแนนที่หักได้

สิ่งที่ไม่ได้พิจารณาคะแนนให้

อีกปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยในการทำรายงานคือ ทำรายงานมากเกินไป จึงขอกำหนดไว้ให้ชัดเจนเลยว่าสิ่งใดที่ไม่ได้พิจารณาคะแนนให้ ซึ่งได้แก่

การทวนโจทย์ซ้ำ คำใดที่ระบุในโจทย์แล้ว ให้ถือว่า TA รู้แล้ว การ Copy โจทย์มาจึงไม่ถือว่าเป็นการวิเคราะห์โจทย์แต่อย่างใด ทั้งนี้ไม่นับการกล่าวถึงโจทย์ซ้ำในอีกคำพูดหนึ่งซึ่งจะคิดคะแนนให้ (แต่จะเขียนซ้ำก็ได้ ถ้าจำเป็น ไม่ได้หักคะแนนแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่คิดคะแนนให้เฉยๆ )

การอธิบายกลไกสองครั้ง การอธิบายแผนภาพแล้วมาอธิบายโค้ดอีกทีเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ให้เลือกอธิบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าอธิบายมาสองอย่าง จะตรวจทั้งสองอันแล้วเลือกอันที่ได้คะแนนมากสุดเพียงอันเดียว อีกอันหนึ่งจะไม่พิจารณาคะแนนให้แต่อย่างใด

การอธิบาย Syntax ของโค้ด ไม่ต้องอธิบายวิธีการเขียน Syntax ของโค้ด อธิบายเฉพาะเนื้อหาโดยคร่าวๆ พอ ไม่ต้องอธิบายถึงขั้น Programming Style

การอธิบายวิธีใช้โปรแกรม ให้ถือว่า TA รู้ว่าโปรแกรมใช้อย่างไรอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายวิธีใช้โปรแกรม ยกเว้นแต่ว่า interface ส่วนนั้นเป็น Tip & Trick ก็อนุโลมให้

Capture หน้าจอ ไม่จำเป็นต้อง Capture หน้าจอมากเกินไป Capture มาเฉพาะส่วน Output ก็พอ หรือ Output จริงๆ ไม่ต้อง Capture ก็ได้ เขียนอธิบายเป็นคำพูดเอาก็ได้คะแนนเต็มได้เหมือนกัน

Output ที่ไม่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น CPU ไม่ได้ดู Timing Diagram และก็ไม่ได้ดู Test Fixture ด้วย (แต่ดูข้อมูล Ram ใน Notepad) จึงไม่ได้ตรวจ Timing Diagram และ Test Fixture ให้

Dump Code ไม่ต้องใส่ Code มาทั้งหมด ให้ใส่เฉพาะส่วนขงอง Code ที่สำคัญ และไม่จำเป็นต้อง Hilight Syntax  (การใส่ keyword ในโค้ดเป็นสีๆ) และไม่ต้องขยาย font ให้อ่านง่าย การใส่ Code ในรายงานนี้เป็นการดูว่าตรงกับที่ Design และเอาไว้ให้น้องอ่านประกอบเท่านั้น

Layout ถึงแม้ว่าจะตรวจลำดับการจัดหน้า แต่ไม่ได้ตรวจรูปแบบการจัดหน้า ไม่ได้บังคับว่าต้องมีเลขหน้า Heading หรือ ตัวตกแต่ง (Decorator) ในรายงาน

ข้อมูลหน้าปก มีบางข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเช่นชื่ออาจารย์ประจำแล็บ ไม่เคยชัดเจนสักปี อันนี้เข้าใจได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะกรอกผิดหรือไม่ หรือไม่ต้องกรอกก็ได้ หรือวันที่ จะกรอกวันที่อะไร กรอกผิดก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้กรอกวันที่ส่งรายงาน (แต่ในใบตรวจให้กรอกวันที่ทำแล็บ) หากใครติดธุระอะไรแล้วยื่นใบลาแล้ว อยากให้กรอกวงเล็บไว้มุมขวาบนของใบตรวจว่าไปทำอะไรเช่น ACM เป็นต้น ส่วน Department จะกรอก CP วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ อะไรก็ได้ ที่จะคิดคะแนนในส่วน O จะคิดเฉพาะข้อมูลสำคัญๆ  เท่านั้นได้แก่ ชื่อ นามสกุล รหัสนิสิต Lab ที่ เท่าไหร่ Lab ชื่ออะไร วิชา รหัสวิชา Sec ที่เรียน เพราะเป็นข้อมูลสำคัญเวลาค้นหาและตรวจรายงาน อยากให้กรอกให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องไปตาม (กรอกผิดหักคะแนน🙂 ) บางคนถามว่า Lab ที่เท่าไหร่กับ Lab ชื่ออะไร นี่กรอกบนหน้าปกยังไง เพราะกรอกได้หลายแบบมาก คำตอบคือ กรอกยังไงก็ได้ให้หมด แต่อยากแนะนำให้กรอกตรง Problem Set เช่น Lab 4 Simple Microprocessor เป็นต้น

วิธีการกรอกคะแนน

การกรอกคะแนนจะกรอกคะแนนในใบตรวจคะแนน ขอย้ำว่าให้เอาใบตรวจไว้หน้าแรกสุดของรายงาน ต่อจากปกนอกเลย การกรอกคะแนนจะกรอกในช่องลายเซ็น 5-10 ช่อง 5,6,7,8,9 จะเป็นประเด็น S-C-I-D-O ตามลำดับ และช่อง 10 เป็นคะแนนรวมที่ได้ จะเขียนเฉพาะประเด็นที่หักคะแนน หากไม่เขียนอะไรในช่องไหน ถือว่าช่องนั้นได้คะแนนเต็ม จะเขียนอธิบายเหตุผลไว้ที่ช่องหมายเหตุด้วย

หมายเหตุเฉพาะ Lab

Lab 3-4
เนื่องจาก Lab 4 เป็น Lab ที่พี่ลองตรวจด้วยเกณฑ์นี้เป็นครั้งแรก เพื่อเทียบดูว่าในความเป็นจริงจะเป็นการกดหรือเพิ่มคะแนนมากไปไหม อีกทั้งเป็น Lab ที่ Code มาจาก Sheet โดยตรง ก็จะหักตรงส่วน O มากกว่าคือ กรอกข้อมูล Heading ใบตรวจคะแนนไม่ครบ ยังไม่หักคะแนนส่วนอื่นๆ แต่บางคนจะได้หมายเหตุ discuss ในช่อง 8 คือส่วน D เอาไว้ แต่ยังไม่ให้คะแนน คืออยากให้มีการอธิบายว่าวิธีว่า output ที่ได้มานั้นอ่านอย่างไร (จะดู Output ว่า Output นี้ถูกได้อย่างไร)  แต่มีคนที่ใส่ Ram (Notepad) มาลอยๆ และไม่ได้อธิบายอะไร พี่ก็จะหักคะแนนส่วน D ไปเลย (ส่วน D เป็น 0 คะแนน)  ทั้งนี้พยายามอิงเกณฑ์ Logic เดิมไปก่อนคือดูที่การกรอกข้อมูลรายงาน ส่วนใหญ่จึงได้คะแนนเต็ม

Lab 5-6, Lab 7-8
Lab 5-6, Lab 7-8 พี่จะถือว่ามี Data ที่ต้องส่งมีสองอันคือ

  • ASM Chart+Data Path+Code เฉพาะส่วน always@* (block 2 ของ Finite State Machine) รวมกันเป็น Output หนึ่งอัน (ส่วน ASM Chart+Data Path จะได้คะแนนเต็มอยู่แล้ว  เพราะตรวจแล้ว จะหักคะแนนส่วนนี้ก็ต่อเมื่อ ASM Chart+Data Path ไม่ตรงกับ Code จะหักเฉพาะเมื่อ ASM Chart Design อีกแบบหนึ่ง แต่ Code ไปอีกแบบหนึ่ง เพราะถือว่าไม่ซื่อตรงต่อ Design อาจไปก็อบใครมาก็ได้)
  • Ram (Notepad) และอธิบายวิธีการอ่านค่า Output และกรอกค่า Input

ไม่ต้องส่ง Timing Diagram และ Test Fixture

This entry was posted in บทความ, Lab Verilog and tagged , , . Bookmark the permalink.

4 Responses to หลักเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

  1. Peach says:

    “เนื่องจาก Lab 4 เป็น Lab ที่พี่ลองตรวจด้วยเกณฑ์นี้เป็นครั้งแรก”
    แสดงว่า 3 แล็บแรกไม่ใช้เกณฑ์นี้ใช่ไหมครับ?
    แล้วก็
    “ต้องมีการอธิบายการทำงาน อาจใช้
    แผนภาพ (Diagram) เช่น ASM Chart, Flow Chart ฯลฯ
    บรรยายเป็นข้อความ
    อธิบายประกอบ Source Code”
    ต้องมีครบหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็พอครับ?
    เพราะผมเข้าใจว่า แค่ ASM CHART + DATAPATH
    มันก็อธิบายการทำงานและ code ของโปรแกรมได้โดยไม่ต้องเขียนบรรยายเป็นข้อความแล้วอะครับ เหมือนกับตอน lecture ก็ให้เขียนแค่ asm datapath คู่กับ code
    แล้วอภิปรายโจทย์นี่เหมือนกับการวิเคราะห์หรือเปล่าครับ
    เพราะผมรวมรวมวิเคราะห์และสรุปผลตอนท้ายสุดหลังจาก asm datapath code และ ผลลัพธ์

    • tonwachara says:

      ขอบคุณครับสำหรับคำถาม🙂
      พี่แบ่งกับพี่ TA อีกคนหนึ่งตรวจครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พี่จะตรวจตั้งแต่ Lab 4 เป็นต้นมาจนถึงสุดปลายภาค ก่อนหน้านั้นเป็นเกณฑ์ของพี่อีกคนหนึ่งครับ ไว้รายละเอียดพี่อยากอธิบายในเว็บบอร์ดภาคอีกทีหนึ่งครับ

      สำหรับคำถามที่ว่า

      “ต้องมีการอธิบายการทำงาน อาจใช้
      แผนภาพ (Diagram) เช่น ASM Chart, Flow Chart ฯลฯ
      บรรยายเป็นข้อความ
      อธิบายประกอบ Source Code”
      ต้องมีครบหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็พอครับ?

      คำตอบคือ อย่างใดอย่างหนึ่งก็พอครับ (เป็น choice list) คือเลือกเอาวิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้ที่ถนัด พี่เขียนไม่ค่อยดีเอง ก็เลยแก้โดยการเติม หรือ เข้าไปแล้วครับ

      พอดีช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย อาจเรียบเรียงคำตอบไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

  2. PALM* says:

    report lab5-6 ในส่วนของ Ram (Notepad) อธิบายวิธีการอ่านค่า Output และกรอกค่า Input ที่ต้องมีอ่ะค่ะ ไม่ทราบว่าให้เขียนมาทดสอบเอง แล้วใส่ลง รีพอตรึเปล่าค่ะ เพราะเห็นอาจารย์บอกว่าจะให้ ไฟล์ในคาบเลยหน่ะคะ ขอบคุณค่ะ

  3. tonwachara says:

    ไม่ต้องเอา Test Fixture จริง เอาอันที่น้องลองใส่ดูก็ได้ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s