Toward the Age of Thought Movement: Research Topics in Argumentation

สคริปต์ที่ใช้ในการประชุม MIND Lab วันที่  9 มกราคม 2555

เกริ่นนำ

ผมเพิ่งเสร็จจากการไปนำเสนอผลงานวิชาการที่ Fifth International Workshop on Juris-informatics(JURISIN 2011) ซึ่งเป็ Conference เกี่ยวกับสนเทศศาสตร์ทางด้านกฎหมาย(Juris-informatics) ที่เมือง Takamatsu จังหวัด Kagawa [1]  ประเทศญี่ปุ่น เรื่องที่ผมทำอยู่ตอนนี้อาจตั้งชื่อเล่นได้ว่า “Prologกับกฎหมาย”  แต่ถ้าจะให้ตรงกว่าต้องพูดว่าผมทำเรื่อง Argumentation [2]  Argumentation เป็นชื่อเรียกศาสตร์แขนงใหม่[3] คล้ายๆ Social Network Analysis  แต่ยังอยู่ในหมวดย่อยเดียวกับ Prolog คือ Representation ในหมวดใหญ่ AI เช่นเดิม Argumentation  จึงเป็นเรื่องที่ผมแนะนำในวันนี้

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับบทบาทของ Argumentation ทั้งในด้านการประยุกต์ใช้ ด้านทฤษฎี และด้านหัวข้อวิจัย Argumentation ในปัจจุบัน และความสัมพันธ์กับศาสตร์แขนงอื่นใน Computer งานวิจัยที่อ้างอิงนี้ส่วนใหญ่มาจาก Jurisin2011 ที่ผมเข้าร่วมนั่นเอง

The Rise of Argumentation

Arab Spring

Arab Spring (Credit: commons.wikimedia.org)

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนไหวทั้งทางความคิดและมวลชนจำนวนมาก เกิดโครงสร้าง Social Network ทำให้ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบการเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และธรรมชาติ วิกฤตการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อมูลข่าวสารที่ทั้งมีจำนวนมหาศาลและโครงสร้างซับซ้อน

ข้อมูลข่าวสารลักษณะดังกล่าวต้องการโมเดลที่ยืดหยุ่นมากพอจะรองรับความคิดเห็นจำนวนมากได้ หนึ่งในโมเดลเหล่านั้นคือ Argumentation หรือการถกเถียง การถกเถียงเป็นวิธีการที่มนุษย์แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณและยังคงใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน ความต้องการพัฒนาโมเดล Argumentation  แบ่งออกเป็นสี่ส่วนสำคัญได้แก่ การเข้ามาของยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ปริมาณและความซับซ้อนของข้อมูลข่าวสาร (Information) ความต้องการเข้าใจข้อมูลเชิงภาพ (Visualization) และการแบ่งส่วนสเกลได้ (Partition)

1. Globalization

Flag of WHO

องค์กรอนามัยโลก (Credit: commons.wikimedia.org)

แหล่งหนึ่งที่สนับสนุนการพัฒนา Argumentation คือองค์กรระหว่างประเทศ (International Organization) องค์กรระหว่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้นหลังจากเกิดกระแสโลกาภิวัตน์  สหประชาชาติและสหภาพยุโรปเริ่มให้ความสนใจการให้เหตุผลและการถกเถียงมากขึ้นเพื่อรองรับการปะทะสังสรรค์ทางความคิดที่ต่างวัฒนธรรม[4] ตัวอย่างระบบการให้เหตุผลที่น่าสนใจใน Jurisin2011 คือโครงการที่ชื่อว่า WUENIC[5] เสนอโดย Robert Kowalski WUENIC ย่อมาจาก WHO and UNICEF Estimates of National Immunization โครงการนี้เป็นโครงการสร้างระบบการให้เหตุผลในรายงานการให้งบสนับสนุนการฉีดวัคซีน ที่มาโดยคร่าวๆ ของโครงการนี้คือ องค์กรอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF)[6] จะพิจารณาให้งบสนับสนุนการฉีดวัคซีนแก่ประเทศต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขการไม่แทรกแซงอธิปไตยของประเทศนั้นๆ ดังนั้น WHO และ UNICEF จะพิจารณาจำนวนงบสนับสนุนโดยใช้สถิติผู้เสี่ยงเป็นโรคในประเทศนั้นส่งมา วิธีการนี้มีปัญหาว่าบางประเทศมักเสนอสถิติผู้เสี่ยงเป็นโรคสูงกว่าจำนวนจริง โดยหวังว่าจะได้งบสนับสนุนสูงเกินความเป็นจริง WHO และ UNICEF จึงมักสำรวจข้อมูล (Survey) เอง และจำเป็นต้องทำรายงานแสดงเหตุผลการให้งบประมาณที่อาจไม่สอดคล้องกับสถิติที่รัฐเสนอมาได้ การให้เหตุผลดังกล่าวมีความซับซ้อนสูงเนื่องจากหลายสาเหตุ ทั้งความต่างทางวัฒนธรรม การให้เหตุผลประกอบการคำนวณเลข (คล้ายๆ ว่าระหว่างที่ให้เหตุผลก็ต้องสร้างหรือ Generate สูตรเองด้วย) และต้องรองรับการใช้งานในหลายประเทศ ดังนั้นโปรแกรมจึงควรใช้วิธีการที่ค่อนข้างสากล ไม่ซับซ้อน และปรับเปลี่ยนได้ง่าย Argumentation จึงเป็นสิ่งที่หนึ่งใน Project นี้อภิปราย[7]

2. Information

European Research Area logo

สำนักวิจัยสหภาพยุโรป (Credit: commons.wikimedia.org)

ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีจำนวนมหาศาลและโครงสร้างซับซ้อน ตัวอย่างข้อมูลที่มีโครงสร้างซับซ้อนที่สุดอันหนึ่งก็คือกฎหมายนั่นเอง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กฎหมายซับซ้อนเกิดจากความพยายามประนีประนอมรวมมุมมองและผลประโยชน์ที่แตกต่าง แต่ผลเสียที่ตามมาคือกฎหมายย่อมเข้าใจยากและเกิดการสูญเสียเวลาในการเดินเรื่องอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เอกชนโดยเฉพาะภาคธุรกิจไม่ต้องการ องค์กรภาคธุรกิจจึงมักสนับสนุนการจัดการที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถมองผ่าน (Transparent) ความยุ่งยากของตัวกฎหมายได้ Argumentation ก็เป็นหนึ่งในความสนใจนั้น โดยองค์กรอย่าง EU ได้สนับสนุนโครงการ ICT4Law เพื่อสนับสนุนการใช้ ICT กับกฎหมาย และ ARGUGRID โครงการสร้างโมเดล Argumentation ผ่าน Grid

3. Visualization

Nitirat Diagram

แผนภาพการถกเถียง (Credit: commons.wikimedia.org)

นอกจากความต้องการผลิตข้อมูลข่าวสารที่สูงมากแล้ว ความต้องการที่จะเสพข้อมูลข่าวสารยังมีสูงมากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันยังเป็นยุครุ่งเรืองของ Info graphic การแสดงข้อมูลเชิงภาพ เหตุการณ์สำคัญหลายอย่างถูกสรุปให้กระชับด้วยภาพ และช่วยย่นเวลาในการตัดสินใจได้เยอะ

ใน Jurisin2011 ได้อภิปรายถึงประโยชน์ของการใช้แผนภาพการถกเถียง (Argumentation Diagram) เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานกลุ่ม (Collaboration Tool) แผนภาพการถกเถียงช่วยลดบทสนทนาที่ไม่จำเป็น ทำให้ย่นระยะเวลาการตัดสินใจและขัดเกลา (Sharp) บทสนทนาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

4.  Partition

CC License Layer

การแบ่ง Layer ของ Creative Commons

ความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่ต้องการใน Argumentation คือการจัดการ ทั้งความสามารถในการแบ่งหน้าที่มอบหมายกันทำ Argumentation สามารถแบ่งส่วนเพื่ออภิปรายทีละประเด็นได้ ประกอบกับความสามารถในการลดรายละเอียดเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเห็นภาพรวมได้ชัดเจน หรือลงรายละเอียดเพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานสามารถทำงานเชิงปฏิบัติการได้ดีขึ้น ความสามารถนี้ไม่ใช่ความสามารถที่ติดตัว Argumentation โดยธรรมชาติ หากแต่ต้องปรับปรุง Model เพื่อลดข้อจำกัดบางประการของ Argumentation ลง ตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจเช่น Modular Argumentation[8] ซึ่งขอไม่ลงรายละเอียดในที่นี้

Theory of Argumentation

เป็ดเจ

เป็ดเจ (Credit: matichon.co.th)

ส่วนนี้จะพูดถึงทฤษฎีทาง Argumentation ว่าเราจะวิเคราะห์การถกเถียงโดยใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างไร แต่ก่อนที่เราอธิบายวิธีวิเคราะห์การถกเถียงได้นั้น เราต้องมีข้อถกเถียงตัวอย่างก่อน แต่เนื่องจากการถกเถียงจริงมักละเอียดอ่อน (พูดในศัพท์ปัจจุบันว่าดราม่า) จึงขอสร้างตัวอย่างสมมติที่ไม่เกี่ยวกับกรณีจริงและเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่เรียกว่า “ข้อถกเถียงอาหารเจ” ดังต่อไปนี้

A: เมนูนี้เป็นอาหารเจ
B: แต่เมนูนี้มีเนื้อหมูน่ะ
C: หมูที่ใช้ในเมนูนี้เป็นหมูเลียนแบบ ไม่ใช่หมูจริง

ทฤษฎีพื้นฐานของ Argumentation ที่ได้รับความนิยมคือ Argumentation Framework ซึ่งเสนอโดย Phan Minh Dung ในปี 1995 Argumentation Framework เป็นการมองการถกเถียงอย่างง่ายๆ เป็นกราฟมีทิศทาง (ในทฤษฎีกราฟ) ที่มีโหนดหรือจุดยอดเป็นข้อถกเถียง และลูกศรเชื่อมแสดงการโจมตี (attack) Argumentation Framework เชื่อว่าการถกเถียงทุกอันสามารถเขียนให้อยู่ในรูปนี้ได้ อย่าง Argumentation Framework ของ “ข้อถกเถียงเมนูเจ” ก็ประกอบด้วยเซตข้อถกเถียง {A,B,C} และเซตคู่โจมตี {“C attacks B”, “B attacks A”}

argument ABC

Argumentation Diagram (cc-by-sa: musicsequencer.wordpress.com)

ผลงานที่สำคัญ (Contribution) ของ Argumentation Framework ไม่ใช่แค่เสนอว่าการถกเถียงสามารถแสดงเป็นกราฟเพียงอย่างเดียว แต่เสนอ Extension ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การถกเถียงหลังจากแปลงการถกเถียงเป็นกราฟแล้ว Extension สามารถบอกคุณสมบัติต่างๆ ของการถกเถียงเช่นใครชนะการถกเถียง จากกราฟตัวอย่างที่ B attacks A และ C attacks B เมื่อเริ่มต้นจากเซตยอมรับ (Admissible Set) เล็กๆ เช่นเซตว่าง จะเห็นได้ว่าเซตว่างสามารถปกป้อง C ได้ (คำว่าเซตว่างปกป้อง C ได้ก็คือ C ไม่ต้องใช้ใครปกป้องเพราะไม่มีใคร Attack) และเมื่อเริ่มจากเซตยอมรับ {C} จะเห็นว่า {C} จะปกป้อง A ได้เพราะ C สามารถช่วยโจมตี B ที่โจมตี A ได้ จะได้ {A,C} เซตยอมรับสามารถขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (Monotonicity) เซต {A,C} เป็นเซตยอมรับที่อิ่มตัวไม่สามารถขยายตัวได้อีกเรียกว่า Complete Extension  ซึ่งเป็น Extension รูปแบบหนึ่งและเป็นพื้นฐานของ Extension อื่นๆ เราสามารถเพิ่มข้อถกเถียงใหม่ใน Argumentation Framework ได้ง่ายมากเช่นถ้าเราเพิ่ม

D: แต่หมูเจที่ใช้ในเมนูนี้มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เห็นข่าวเคยบอกว่าเอาเนื้อหมูจริงมาผสมด้วย

Argumentation Framework ก็จะเพิ่ม {D} ในเซตข้อถกเถียง และเพิ่ม {“D attacks C”} ในเซตคู่โจมตี แต่ Extension ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่ข้อถกเถียงเพิ่มขึ้นมา เพราะเซตยอมรับจะเปลี่ยนไปเช่นในกรณีตัวอย่าง เซตยอมรับเริ่มต้นจะเปลี่ยนเป็น {D} และทำให้ Complete Extension เปลี่ยนไป

argument ABCD

Argumentation Diagram (cc-by-sa: musicsequencer.wordpress.com)

Argumentation Framework นั้นเป็นทฤษฎีแบบกว้างๆ ที่เป็นนามธรรม (Abstract) บางส่วนจึงไม่ได้ลงรายละเอียดเช่นประเด็นเรื่องการโจมตี จึงมีการแบ่งรูปแบบการโจมตีข้อถกเถียงออกเป็น 3 ประเภทเรียกว่า “Three Types of Attacks” ซึ่งขยายความ attack ใน Argumentation Framework เพื่อให้จำลองรูปแบบการถกเถียงของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น “Three Types of Attacks” มีดังต่อไปนี้

  1. Undercutting คือการถกเถียงที่โจมตีที่เหตุของข้อถกเถียงเช่น คุณบอกว่าเมนูนี้มีเมนูเจเพราะไม่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ ถ้าคุณพิสูจน์ได้ว่าแท้จริงแล้วเมนูนี้มีเนื้อสัตว์ ก็จะโจมตีข้อถกเถียงแรกได้
  2. Rebutting คือการถกเถียงที่ไปหยิบกฎอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถโจมตีผลของข้อถกเถียงได้ Rebutting จะเกิดกับกลุ่มกฎที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงบางอย่างให้เป็นจริงและเท็จพร้อมกันได้เรียกว่า Paraconsistent เช่นสมมติว่าในอนาคตมีผักที่ตัดต่อพันธุกรรมของสัตว์ ผักนั้นจะเป็นอาหารเจหรือไม่ ถ้ามาจากฝั่งห้ามกินสิ่งที่เป็นสัตว์ก็อาจจะเป็นอาหารเจไม่ได้ แต่ถ้ามาจากฝั่งห้ามทรมานสัตว์ก็อาจจะเป็นอาหารเจได้ สองฝั่งหนึ่งจึงได้ผลสรุปที่โต้แย้งซึ่งกันและกันเป็นต้น
  3. Undermining คือการถกเถียงที่ปฏิเสธว่ากฎนั้นใช้ได้ในกรณีดังกล่าว เป็นการโจมตีที่การ อนุมาน (Inference) ของกฎเลย ส่วนมากมักเป็นการประกาศยกเลิกโดยมนุษย์เช่น สมมติว่ามีองค์กรอาหารเจโลกประกาศไม่ให้มีส่วนผสมของเนื้อเลียนแบบในอาหารเจ เมนูที่มีส่วนผสมของเนื้อเลียนแบบก็จะไม่เป็นอาหารเจทันที

Argumentation Today

ส่วนนี้พูดถึงการพัฒนา Argumentation ในปัจจุบันโดยเฉพาะในแง่ทฤษฎี ปัญหาของ Argumentation ในปัจจุบันสามารถสรุปง่ายๆ ด้วยคำเพียงคำเดียวว่า Non-monotonic ภาวะ Non-monotonic คือภาวะข้อจำกัดที่เราไม่สามารถเขียนกฎได้อย่างสมบูรณ์ ยกตัวอย่างข้อถกเถียงตลกๆ อันหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงมาก่อนที่ชื่อ “Piracy is environmental friendly.” (การโหลดโปรแกรมโดยละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการลดการใช้ทรัพยากร)

Piracy is environmental friendly. (Credit: eatliver.com)

การลดการใช้ทรัพยากรเป็นการกระทำที่ดี
การโหลดโปรแกรมโดยละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการลดการใช้ทรัพยากร
ดังนั้น การโหลดโปรแกรมโดยละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการกระทำที่ดี

การให้เหตุผลนี้สมเหตุสมผลตามหลักตรรกศาสตร์ แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง สาเหตุของเหตุผลผิดพลาด (Fallacy) นี้เกิดจาก “การลดการใช้ทรัพยากร” ทุกกรณีไม่จำเป็นต้องดีเสมอไป แต่ปัญหาคือถ้าแก้เป็น “การลดการใช้ทรัพยากรบางกรณีเป็นการกระทำที่ดี” ประโยคนี้ก็ไม่สามารถอ้างเหตุผลได้อีก เพราะไม่ได้การันตีว่ากรณีที่อ้างเหตุผลนี้อยู่ในบางกรณีที่ดีหรือไม่ แต่ถ้าสมมติแก้ว่า “การลดการใช้ทรัพยากรที่ถูกกฎหมายเป็นการกระทำที่ดี” เราก็จะไม่แน่ใจว่า การลดการใช้ทรัพยากรที่ถูกกฎหมายทุกกรณีเป็นการกระทำที่ดี? นี่คือตัวอย่างของภาวะ Non-monotonic กล่าวทางสังคมก็คือความหวาดกลัวในการวางกฎ ภาวะ Non-monotonic ถูกมองในหลายมุมมอง Jurisin2011 อภิปรายถึงภาวะ Non-monotonic ทั้งในด้านการจัดการทางตรรกศาสตร์ ด้าน Multi-agent System และในด้าน Normative Reasoning  แต่ละด้านก็มีความสัมพันธ์กับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์แต่ละสาขาแตกต่างกันไป ทำให้ Argumentation เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์สำคัญๆ หลายสาขา

A segment of a social network

ความแตกต่างและความสัมพันธ์ (Credit: commons.wikimedia.org)

Multi-agent System หรือที่เรียกย่อๆ ว่า MAS เป็นแนวคิดทางด้านระบบวิทยา (System Science) ที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) MAS จำลองแนวคิดที่ว่าคนมีความสามารถหลากหลาย มีปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันจนสร้างสิ่งต่างๆ ได้ ใน Argumentation ได้อธิบายว่าการถกเถียงเกิดจากการที่คนเรามีความเชื่อ ความปรารถนา และเจตนาที่แตกต่างกันไป (Belief Desire Intention Model: BDI Model) Belief หรือความเชื่อคือสิ่งที่คนคิดว่าเป็นจริงเช่นคำสอนที่เห็นว่าเป็นจริง ข้อเท็จจริงที่เห็นว่าเป็นจริง คลิปที่เห็นว่าเป็นจริงเป็นต้น Desire หรือความปรารถนาคือสิ่งที่คนเห็นว่าควรรักษาไว้สูงสุด เกิดจากอุดมการณ์ส่วนตัวที่หล่อหลอมมาเช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ลิขสิทธิ์เป็นต้น Intention หรือเจตนาในที่นี้หมายถึงความเห็นหรือน้ำหนักที่ให้ว่าเหตุเหล่านี้เพียงพอที่จะเกิดผลเหล่านี้หรือไม่ ดังที่เห็นได้ว่าแต่ละคนอาจบอกว่าคำพูดบางอย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่บางคนเห็นว่าน้ำหนักไม่พอ การแลกเปลี่ยนที่เกิดจากความแตกต่างทางความเชื่อ ความปรารถนา และเจตนานั่นเองที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง บุคคลสำคัญ (Keyman) ที่ทำงานวิจัยกลุ่มนี้คือ Katie Atkinson และ Conference ที่จัดขึ้นสำหรับ Argumentation กับ MAS โดยเฉพาะคือ ARGMAS: Argumentation in Multi-Agent Systems (อีกหนึ่ง Conference สำหรับ Argumentation กับคอมพิวเตอร์คือ COMMA: Computational Models of Argument) คำอธิบาย Argumentation ที่ใช้ใน MAS ยังขยายไปช่วยเพิ่มแนวคิดการให้น้ำหนักที่เป็นตัวเลขโดยใช้ Fuzzy Logic หรือ Neural Network

การไล่ระดับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตั้งแต่เข้มสุดจนถึงอ่อนสุดใน Creative Commons (Credit: commons.wikimedia.org)

อีกแนวคิดหนึ่งในการอธิบายกลไก Argumentation คือ Norm หรือบรรทัดฐาน[9] ใน Wikipedia ให้ความหมายของ Norm ว่า a designated set of standard (กลุ่มมาตรฐานที่ถูกออกแบบมา) ซึ่งโครงการที่มีชัดเจนในเชิงปฏิบัติคือ Creative Commons ซึ่งไล่ระดับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตั้งแต่เข้มสุดจนถึงอ่อนสุด จะว่าไปแล้ว Norm ก็สอดคล้องกับกลุ่ม (Cluster) ในปัญญาประดิษฐ์ และเมื่อเป็นกลุ่มก็ย่อมเป็นตัวจำแนก (Classifier) ได้ด้วย Argumentation มองว่าการถกเถียงเกิดจาก Norm นั่นเอง ซึ่ง Norm มักถูกอธิบายโดยใช้กราฟคล้ายคลึงกับ Argumentation บุคคลสำคัญ (Keyman) ที่ทำงานวิจัยกลุ่มนี้คือ Nir Oren

สรุป

โดยสรุปแล้วงานวิจัยทาง Argumentation ยังสนใจปัญหาพื้นฐานที่สำคัญนั่นก็คือการอธิบายพฤติกรรมการถกเถียงของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นมาควบคู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติและได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน ภายใต้ยุคสมัยแห่งของมวลชนและความคิดที่ขยายวงกว้างมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นี้

เชิงอรรถ

[1] จังหวัดที่ญี่ปุ่นจะเป็นแบบ Prefecture มีหลายรูปแบบเขตอำนาจ ไม่เหมือนจังหวัดแบบ Province บ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่อยู่นอกประเด็น ผมจึงขอไม่ลงรายละเอียดในที่นี้ ใครสนใจดูเพิ่มเติมที่ บทความวิกิพีเดีย และ บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจของ Siam Intelligence

[2] Argumentation จริงๆ แล้วแปลว่า “การโต้แย้ง” แต่ฟังดูรุนแรง ผมจึงขอใช้คำว่าการถกเถียงแทน อนึ่งถ้าพูดในรูปกริยาหรือพูดในลักษณะมนุษยศาสตร์ ผมจะใช้คำว่า “การถกเถียง” แต่ถ้าพูดในลักษณะศาสตร์หรือชื่อโมเดล ผมจะใช้คำว่า Argumentation แทนเพื่อเน้นความเป็นศัพท์เฉพาะให้ดูเด่นชัด

[3] จริงๆ Argumentation ก็ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ซะทีเดียว แต่มีลักษณะเพิ่งดังมากกว่า

[4] น่าคิดว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ (AEC) จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการถกเถียงหรือไม่?

[5] Robert Kowalski and Anthony Burton.: WUENIC: A Case Study in Rule-based Knowledge Representation and Reasoning. Fifth International Workshop on Juris-informatics. (2011). http://www.doc.ic.ac.uk/~rak/papers/WUENIC%20JURASIN.pdf

[6] คนไทยคุ้นเคยคำว่า “ยูนิเซฟ” มากกว่าชื่อจริงคือ “กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ” แต่อยากพูดนอกประเด็นถึง “ยูเนสโก” หรือชื่อจริงคือ “องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ” โปรดสังเกตว่า ยูเนสโก ให้การสนับสนุนการศึกษาและวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ใช่เรื่องมรดกโลกอย่างเดียว

[7] ข้อมูลโครงการ WUEIC เป็นข้อมูลโดยคร่าวๆ และทำให้ง่ายเกินไปมาก (Oversimplify) จนอาจผิดได้และไม่ควรใช้ในการอ้างอิง รายละเอียดของจริงและอ้างอิงได้ดูในบทความ[5] อนึ่ง WUEIC ไม่ได้ใช้ Argumentation โดยตรง เนื่องจากตัวโครงการถูกกำหนดให้เป็น Rule Based  อย่างไรก็ดีในบทความ[5] ได้อภิปรายถึง Argumentation เกี่ยวกับโครงการไว้อย่างน่าสนใจ

[8] Dung, P.M., Thang, P.M.: Modular argumentation for modelling legal doctrines in common law of contract. Artificial Intelligence and Law. 17, 167-182 (2009). http://www.cs.ait.ac.th/~dung/Site/Publications_files/Arg%26Comp.pdf

[9] จริงๆ Norm ต้องทับศัพท์ว่า “ปทัสฐาน” แต่ในที่นี้ขอทับศัพท์ว่า “บรรทัดฐาน” เพราะเข้าใจง่ายกว่า

This entry was posted in บทความ and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s