AI ใช้ใจมอง (2): AI เปลี่ยนอนาคต

(หมายเหตุ: บล็อกนี้จะใช้ TED Talk ประกอบแทนรูป และดึงข้อมูลบางส่วนมาอภิปราย แต่ไม่ได้ใช้เนื้อหาหลักของ TED talk นั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเป็นความเห็นของผมเอง และไม่ได้ตรงกับที่นักพูด TED talk พูดทั้งหมด อย่างไรก็ดี TED Talk เหล่านี้มีเนื้อหาดีมากเกินกว่าจะละเลย ลองมองว่าเป็น TED Talk Playlist ที่ผมแนะนำเกี่ยวกับเรื่อง AI แล้วกันครับ)

ในบล็อกที่แล้ว ผมได้ไล่ขีดจำกัดของ AI ในประเด็นต่าง ๆ โดยส่วนตัวต้องการนำเสนอว่าการพัฒนาทางคอมพิวเตอร์หรือ AI นั้นมีขีดจำกัดมากกว่าที่คนทั่วไปคิด แต่ด้วยความพยายามอันแรงกล้าของมนุษย์ เราอาจทะลุขีดจำกัดเหล่านี้ไปได้ บล็อกนี้จึงลองตั้งคำถามว่า ถ้าทะลุขีดจำกัดเหล่านี้แล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไร ?

Kevin Kelly บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสาร Wired ตั้งข้อสังเกตว่า วิวัฒนาการของเทคโนโลยีก็คล้ายกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนั่นเแหละ คือ พยายาม hack ขีดจำกัดตัวเอง เราจึงนิยามสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งได้ยากมาก เพราะมักจะมีอย่างน้อยตัวหนึ่งหรือสายพันธุ์หนึ่งที่ hack นิยามนี้ได้ เช่น เมื่อปี 2015 เราเพิ่งค้นพบปลาที่เป็นสัตว์เลือดอุ่น (ปกติปลาจะเป็นสัตว์เลือดเย็น) หรือสัตว์ที่สร้างอาหารเองได้โดยการเพาะสาหร่ายไว้กับตัว (ปกติสัตว์จะนิยามว่าสร้างอาหารเองไม่ได้) การ hack แบบนี้ทำให้เกิดความหลากหลาย (diversity) แต่ละสายพันธุ์ก็พยายามขยายพันธุ์ไปทั่ว (ubiquity) พออยู่ในสภาพใหม่ ๆ ก็จะปรับตัวเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมนั้น (specification) ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดการ “สะสมทักษะ” ทำให้สิ่งมีชีวิตซับซ้อน (complexity) ขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นยังเกิดการวิวัฒนาการไปคู่กัน (co-evolution) ด้วย เช่น พืชวิวัฒนาการดอกไม้มาให้แมลงช่วยขยายพันธุ์พืชออกไป แมลงก็เริ่มวิวัฒนาการให้อิงอาศัยกับดอกไม้มากขึ้น

catholic_school_uniforms

กระโปรงพัฒนาจากกระโปรงสก็อตที่ใส่ทั้งสองเพศ ไปจนถึงเครื่องแบบที่ใส่ในโรงเรียน (ที่มา: wikimedia commons)

เทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน มนุษย์เริ่ม hack เทคโนโลยีเก่า ๆ และพัฒนาใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีจึงมีความหลากหลาย ผมชอบยกตัวอย่าง “กระโปรงกับกางเกง” กระโปรงหรือผ้านุ่งถูกคิดค้นมาก่อนกางเกงแน่ ๆ เพราะมันง่ายกว่า และกางเกงถูกคิดขึ้นมาทีหลังเพื่อให้ขี่ม้าได้ แต่วัฒนธรรมกระโปรงไม่หายไปไหนและพัฒนามาอีกแบบหนึ่ง การเก็บและพัฒนาต่อก็ทำให้เกิดความหลากหลายของเทคโนโลยี (diversity) พอมีคนอพยพไปแนะนำกระโปรงและกางเกงไปที่ใหม่ ๆ (ubiquity) มันก็ถูกออกแบบให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ (specification) เกิดเทคนิคตัดเย็บใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ (complexity) นำมาซึ่งการพัฒนาพัฒนากระโปรงและกางเกงใหม่ ๆ และเกิดความต้องการด้านเครื่องมือตัดเย็บใหม่ ๆ และเทคนิคใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาควบคู่กันไป (co-evolution)

โดยภาพรวมแล้ว วิวัฒนการนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเทคโนโลยี ก็มีแนวโน้มจะกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ เรามีแนวโน้มที่จะสร้าง “โครงสร้างสังคม (social structure)” ที่ยึดโยงกว้างขวางมากขึ้น เช่น เราคิดค้นเงินตราขึ้นมาเพื่อให้หลาย ๆ ฝ่ายเห็นมูลค่าตรงกัน แทนการตกลงสองฝ่ายเท่านั้น เราคิดค้นกลไกการปกครองขึ้นมาให้มีหลาย ๆ ฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุล แทนให้ผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าตัดสินเพียงผู้เดียว เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าเราอยากรู้ว่า เมื่อมี AI โลกในอนาคตจะไปในทิศทางไหน ? ผมคิดว่าเราต้องถามว่า เหลือโครงสร้างสังคมอะไรที่ยังยึดโยงน้อยอยู่ ผมคิดว่ามีเรื่องอาชีพการงาน เรื่องเมืองและชุมชน และก็เรื่องตัวมนุษย์เอง ซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไป

อาชีพการงาน: AI จะแย่งงานเราหรือไม่ ?

หลายคนกลัวว่า AI จะแย่งงาน ผมก็เห็นว่า AI แย่งงานแน่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานโรงงานกับงานเอกสาร เพราะหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์ทำได้ดีกว่าเยอะ (ใครจะมานั่งบวกเลขเองหล่ะ ?)

แต่อย่างน้อยในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะไม่แย่งงานทั้งหมด Micho Kaku นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ได้ให้ความเห็นไว้ว่า อย่างน้อยอนาคตอันใกล้นี้มนุษย์ยังเหลืองานอยู่สองประเภทให้ทำ คือ งานที่ไม่ค่อยซ้ำ (non-repetitive) กับงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (creative) งานระดับล่างที่ไม่ค่อยซ้ำ อย่าง แม่บ้านที่ทำความสะอาดแต่ละห้องหน้าตาก็ไม่ซ้ำกัน ช่างซ่อมของที่ทุกวันมีปัญหาที่ไม่ซ้ำกัน จริง ๆ ที่น่าห่วงคืองานระดับกลางมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นงานเอกสาร ต้องหลีกมาทำงานที่ใช้ความสร้างสรรค์ให้เป็น เช่น งานออกแบบ งานค้าขาย ศิลปิน นักวาดการ์ตูน อย่างนี้จึงจะพ้นจากการแย่งงานของ AI

ในทางกลับกัน AI กลับช่วยสนับสนุนงานพวกนี้ได้ดีด้วย เรามีหุ่นยนต์ช่วยแม่บ้านดูดฝุ่น แม่บ้านจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น จัดของเช็ดโต๊ะ ทำให้ลดเวลาไปได้โข ตอนนี้เรามี AI ช่วยวาดการ์ตูน เช่น ช่วยวาดบาง frame หรือช่วยเติมช่องว่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นออกแบบตัวละคร ซึ่งถ้าเคยเห็นพวกนักวาดการ์ตูนเขียนบ่นใน footnote หรือปกหลังละก็ AI คงช่วยเรื่องพวกนี้ได้มากเช่นกัน

แต่การที่โรงงานหรือสำนักงานลดพนักงานลงก็น่าห่วง ในความคิดของผม ชนชั้นกลางกลับน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะงานแรงงานซ้ำ ๆ นั้นลดอัตราลงไปมากแล้ว เพราะเครื่องจักรเกิดมานานมาก แต่งานเอกสารกลับเป็นงานหลักของชนชั้นกลาง (รวมถึงพวกนักข่าว นักเขียน อะไรทำนองนี้ด้วย) เพิ่งโดนแย่งงานเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มที่จะตกงานเพราะ AI อาจมีขนาดถึงครึ่งหนึ่งของชนชั้นกลางและล่างร่วมกัน เรื่องนี้ควรต้องคาดการณ์และเตรียมรับมืออย่างชัดเจน

หากมองอนาคตอันไกล เราต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเพราะ AI เกือบทำงานทั้งหมดเท่าที่มนุษย์ทำได้ เพราะ AI อาจเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง แต่เรามีบทเรียนอย่างชัดเจนตอนปฏิวัติอุตสาหกรรมว่า อัตราจ้างมักจะไม่ลดลง เผลอ ๆ เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เหมือนตอนมีเครื่องจักรใหม่ ๆ ความต้องการงานกลับเพิ่มขึ้น เพราะได้ supply จำนวนมาก แต่สภาพแวดล้อมในการทำงานแย่ลง ความเหนื่อยกับเวลาทำงานลดลง ตำแหน่งทำงาน ก็จะกลายมาเป็นตำแหน่งคุม AI แทน การใช้ชีวิตอาจจะอิสระภายใต้รายได้เท่าเดิมเพราะมี AI คอยช่วยงาน หรือมีระบบรายได้เพิ่มขึ้นโดยการเก็บภาษี AI หรือประเมินผลงานจากการทักษะการใช้งานระหว่างเรากับ AI (ดังนั้นต้องอ่านเรื่อง AI เยอะ ๆ นะจ๊ะ) สิ่งเดียวที่ควรปรับคือสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็นมิตรมากขึ้น

โดยรวมแล้ว โลกแห่งการทำงานยุคใหม่อาจคล้ายกับยุคกรีกที่มีทาส แต่ทาสนั้นคือ AI แทน และมนุษย์ก็จะมีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อดื่มด่ำสร้างสรรงานศิลปะ งานที่เราจะเป็น “มนุษย์” มากขึ้น จนในที่สุด อาชีพการงานจึงอาจไม่ได้หมายถึงการหาเงิน เหมือนในยุคปัจจุบัน

เมืองและชุมชน: เมืองใหม่จะเป็นอย่างไร ?

เมืองใหม่จะเป็นตลาดไว้ซื้อของสดและผลไม้ (ฮา! สำหรับคนที่ไม่รู้จัก มันคือชื่อตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ใกล้ ๆ ตลาดวโรรส)

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า ประชากรทั่วโลกจะถึงจุดอิ่มตัวคงที่ คือเกิดตายเท่า ๆ กัน เลยคงที่ที่ 9 พันล้านคน (ต้องตั้งเพดานไว้ เดี๋ยวประชากรล้นโลก) และมากกว่าครึ่งของประชากรเหล่านี้ จะอาศัยอยู่ในเมืองใหม่ (คือไม่ใช่เมืองที่ประวัติศาสตร์เก่าแก่ อย่าง กรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน แต่ต้องสร้างเมืองใหม่บนทะเลทรายหรือพื้นที่่รกร้างขึ้นมาเลย) คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบเมืองใหม่เหล่านี้ ?

คำตอบง่ายที่สุด คือ ถนนหนทาง เพราะจริง ๆ แล้ว เราสามารถแบ่งพื้นที่ของเมืองได้เป็นสองแบบ คือ ที่ดินเอกชน และ ที่ดินสาธารณะ ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ประโยชน์จากที่ดินเอกชน ดังนั้นคุณค่าของเมืองจริง ๆ จึงขึ้นอยู่กับการใช้ที่ดินสาธารณะเหล่านั้น ซึ่งอาจสร้าง สวนสาธารณะ โรงละคร ฯลฯ แต่ที่ดินสาธารณะส่วนใหญ่ของเมืองและเราใช้ในชีวิตประจำวัน ก็คือ ถนนหนทาง นั่นเอง ดังนั้น คุณค่าสำคัญที่สุดของเมืองใหม่ก็คือ ถนนหนทาง (ซึ่งรวมถึงพวกทางรถไฟด้วย)  นอกจากพื้นที่ถนนจะสำคัญแล้ว วิธีการตัดและจัดสรรถนนยังสำคัญอีกด้วย เพราะผูกไปถึง zoning และการเพิ่มมูลค่าให้ที่ดินส่วนอื่น ๆ มองโดยภาพรวมแล้ว เรากำลังพูดถึงเรื่องผังเมืองนั่นเอง

แล้ว AI จะเปลี่ยนการออกแบบผังเมืองได้อย่างไร ? คำตอบง่าย ๆ อยู่ที่คำว่า รถยนต์ขับเองได้ (self-driving car) ซึ่งหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไอทีและบริษัทรถใหญ่ ๆ มีโครงการจะทำรถยนต์ขับเองได้ (ซึ่งคาดว่าจะออกในช่วง 2020s กันทั้งนั้น) แต่อยากให้มองภาพรวมกว้าง ๆ ว่ารถยนต์ขับเองได้ จะปฏิวัติโลกในระยะยาวได้อย่างไร ?

หนึ่งคือ เราจะเห็นแนวโน้มของเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงในระดับละเอียดขึ้น (specification) เดิมรถไฟเดินทางจากสถานีถึงสถานี รถยนต์เดินทางจากตึกถึงตึก คาดว่า ‘รถ’ ในอนาคตจะเดินทางระดับห้องถึงห้อง คือแทบจะเป็นเก้าอี้หรือแผ่นอะไรสักอย่างให้เรานั่งและโหลดคนต่อไปเรื่อย ๆ ระบบขนส่งแบบนี้อาจเกิดได้สองแบบ คือแบบลำดับชั้น (hierarchy) คนหลายคนมารวมกันบนรถ รถหลายคันจอดรวมกันบนรถไฟ และรถไฟก็เชื่อมเมืองใหญ่กับเมืองใหญ่ แต่ทุกอย่างอัตโนมัติหมดนะ เหมือนสายพานไปรษณีย์ คือจดหมายหลายซองรวม ๆ กันเป็นถุง ถุงหลายถุง รวมกันเป็นห่อ ห่อรวมกันเป็นห่อใหญ่ พอถึงศูนย์ใหญ่ก็แยกห่อ (unpack) กลับเป็นห่อ เป็นถุง และเป็นจดหมายส่งถึงบ้าน แบบที่สองคือแบบอิสระ (individual) คือนั่งรถ (หรือนั่งเก้าอี้เดินได้) ที่ขับและหาเส้นทางเองตั้งแต่ห้องต้นทางจนถึงอีกห้องปลายทางทีเดียวเลย

อีกอย่างหนึ่งคือ อุบัติเหตุทางรถยนต์จะลดลงไปมาก ในปี ๆ หนึ่งประชากรโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุถึง 1 ล้านคน และมีผลกระทบต่อผู้คนกว่า 10 ล้านคน (เพิ่งฟังจากการอบรมตอนไปต่ออายุใบขับขี่มา) หากรถยนต์คุยกันได้ เราสามารถป้องกันอุบัติเหตุพวกนี้ให้ลดลงไปมาก จนกระทั่งถ้าเด็กรุ่นนั้นได้ย้อนกลับมารู้จักอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาอาจจะบอกว่า “น่าเสียดายจัง ทำไมไม่ทำรถยนต์ขับเองได้ให้เร็วกว่านี้” นอกจากนี้ เรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว เราจะตัดอะไรไปได้มากเลย เช่น การรอไฟเขียวไฟแดง ถ้ารถยนต์คุยกันได้ เราสามารถสลับจังหวะการเดินระหว่างช่องว่างของรถ หรือวนเส้นทางใหม่ได้โดยอัตโนมัติ จนประหยัดเวลาเดินทางไปมาก

อย่างสุดท้ายและสำคัญที่สุด ถ้ารถยนต์ขับเองได้ คนก็ไม่จำเป็นต้องฝึกขับรถอีกต่อไป (อ๊ะ! แน่นอน) มากไปกว่านั้น ทุกคนอาจไม่ต้องซื้อรถเป็นของตัวเอง อย่างหลายคนก็เคยมีปัญหาว่าอยากขับรถขากลับขาเดียว แต่รถมันขับไปเองไม่ได้ ต้องขับรถขาไปด้วย ทำให้เกิดปริมาณรถโดยไม่จำเป็น การที่รถไม่จำเป็นต้องใช้คนขับ ทำให้รถสามารถ “ตีเปล่า” ไปรับส่งคนอย่างไรก็ได้ คนอาจจะไม่รังเกียจที่จะนั่งรถของคนอื่นเหมือนรถแท็กซี่ และนั่งร่วมทางกับคนอื่นไปได้เหมือนรถเมล์ รถขับเองได้จึงกลายเป็น “รถแท็กซี่+รถเมล์” คือ เป็น “บริการสาธารณะ” ซึ่งสามารถจัดสรรได้โดยอัตโนมัติ

สำหรับเมืองใหม่ นอกจากผังเมืองจะเปลี่ยนรูปแบบแล้ว โครงสร้างที่เป็นนามธรรมอย่างอำนาจการปกครองก็จะเปลี่ยนรูปแบบเช่นกัน แม้ปัจจุบันเราจะมีฝ่ายปกครองจะมีหลายแบบ เช่น สภา ผู้บริหาร ผู้พิพากษา องค์กรอิสระ NGO ฯลฯ  แต่หลายคนก็ยังยึดโยงตนเองกับกลไกการปกครองไม่ได้ AI จะมาตอบโจทย์นี้ได้อย่างไร ?

ในตอนอินเตอร์เน็ตมาใหม่ ๆ เรามักพูดกันว่ามันจะทำให้เกิด “ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy)” คือทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่ต้องอาศัย “ตัวแทน” แต่ความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเราแต่ละคนไม่ได้อยากตัดสินทุกอย่าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การตัดสินใจทางสังคม” เป็นภาระแต่ก็เป็นอำนาจที่เราไม่อยากเสียไป จริง ๆ เราอยากให้มีคนที่คิดเหมือนเราทำงานนี้ให้มากกว่า และในยุคใหม่ AI อาจเริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตัวแทนเรา เริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยให้กับตัวแทนที่เป็นมนุษย์ เช่น ส.ส. ทนาย หรือแม้แต่ผู้พิพากษา จนเราเริ่มเห็นบทบาทของอินเตอร์เน็ตในฐานะ “มือตกลงที่มองไม่เห็น (invisible negotiator)” เช่นการเป็นแหล่งกำเนิดคำศัพท์ต่าง ๆ Hashtag ประจำเหตุการณ์ หรือแม้แต่กำหนด Agenda ข่าวในวันนั้น

ในอนาคตอันไกล หากเรายังเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต บวกกับ AI เพื่อจัดการข้อมูล เราสามารถสร้างสัญญาอิเล็กโทรนิกส์ ข้อตกลงอิเล็กโทรนิกส์ ซึ่งมีโปรแกรมหรือ AI เป็นผู้บังคับ (regulator) ได้เช่น พอขายของทางออนไลน์ได้ ระบบก็จะโอนเงินแบ่งรายได้นั้นตามสัญญาอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติได้เลย ในอนาคต นอกจากเราจะมองว่ามี AI ผู้ช่วยแล้ว เราอาจมี AI ที่เราต้องทำงานให้ โดยเราแทบไม่รู้ว่าแหล่งรายได้มาจากไหน คล้าย ๆ ข้าราชการหรือพนักงานในปัจจุบันที่ได้เงินก้อนหนึ่งมาเฉย ๆ โดยไม่รู้เลยว่าทำไมถึงได้เท่านี้ แม้ว่าตอนนี้จะมีผู้คนบางกลุ่มคอยจัดการเรื่องเงินเดือนของเราอยู่ แต่ในอนาคต เราอาจทำงานเป็นลูกจ้าง AI ซึ่งจะจัดสรรรายได้ให้เรา ด้วยสูตรที่อาจจะโปร่งใสมากขึ้น จากเดิมผู้ที่รู้มีเพียงบางคนที่คอยจัดสรรรายได้ให้เราเท่านั้น แต่สูตรจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะเข้าใจว่าแหล่งรายได้เหล่านี้มาจากไหน ? รู้แต่ว่ามันทำให้ระบบเดินได้ดี สรุปก็คือ เราจะมีทั้ง AI ที่เป็น “ผู้ใช้งานเรา” และ “ผู้ช่วยงานเรา”

มนุษยชาติ: มนุษยชาติจะก้าวไปในทิศทางใด ?

มนุษย์อาจมีวิวัฒนาการที่ได้เปรียบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ตามมาเช่นกัน เช่น เรามักปวดเข่าเวลาแก่ตัวลง อายุขัยที่จำกัด รวมถึงอารมณ์พื้นฐานต่าง ๆ อย่างรัก โลภ โกรธ หลง ฯลฯ โลกหลังยุค AI จะนำเราก้าวไปสู่ในทิศทางใด ? 

มาเริ่มด้วยเรื่องการแพทย์ในอนาคตกันก่อน ปัจจุบัน แม้ว่าเราจะยากดีมีจนเป็นคนยังไง แต่พอป่วย เราพึ่งบุคลากรอยู่กลุ่มเดียว คือ “แพทย์และพยาบาล” ดังนั้น “แพทย์และพยาบาล” จึงเป็นปัญหาคอขวดในปัจจุบัน คือค่ารักษาแพงมากและบุคลากรก็ทำงานหนักมาก AI อาจช่วยในส่วนที่ต้องรักษาซ้ำ ๆ และมีแบบแผน ประกอบกับเดี๋ยวนี้เรามี sensor วัดชีพจร วัดอุณหภูมิร่างกาย ได้ตลอดเวลา  AI อาจวินิจฉัยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมาก ค่ารักษาจะมีราคาถูกลง และเปิดโอกาสให้บุคลากรในวงการสาธารณสุขมีเวลาว่างเพื่อวิจัยและแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะเคสที่หนักหรือไม่เคยพบ และเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันทำให้การรักษาเป็น “กลุ่มแพทย์ต่อกลุ่มคนไข้” ไม่ใช่แพทย์หนึ่งท่านต่อคนไข้หนึ่งคนต่อหนึ่งเคสเหมือนในปัจจุบัน

ในอนาคตอันไกล การสาธารณสุขอาจขยายไปยังรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้ที่รักษาโรคด้วยการใช้ “ยา” หรือสารเคมีเป็นหลัก อาจจะเริ่มใช้ “หุ่นยนต์จิ๋ว” ซ่อมร่างกายเหมือนซ่อมเครื่องจักร การซ่อมอาจซ่อมในระดับอวัยวะ ก่อนค่อยเล็กลงเป็นเซลล์ และยีนส์ แนวคิด “วิศวกรรม” หรือฟิสิกส์จะเริ่มมีบทบาทในวงการสาธารณสุข เราอาจค่อย ๆ เปลี่ยนเราเป็นเครื่องจักร ต่อยอดพละกำลังเราให้มีมากขึ้น ค่อย ๆ ลดขีดจำกัดต่าง ๆ ลง การต่อยอดเป็นเครื่องจักรในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่า เราจะกลายเป็นเหล็กหรือวัสดุสังเคราะห์ แต่จากความรู้เรื่องการบรรณาธิการพันธุกรรม (Gene Editing) ที่อาจแก้ไขยีนส์ในตอนที่เรามีชีวิตอยู่ เราสามารถมองตัวเราเป็น “ข้อมูล” ทางพันธุกรรมได้ เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ “สุขภาพแข็งแรง อายุยืนนาน” เหมือนคำอวยพรอยู่ตลอดเวลา

หลายคนหวาดกลัวว่า เทคโนโลยีที่ “ฉาบฉวย” อาจทำลายจิตใจหรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และลดทอนเรื่องดี ๆ ในชีวิต เราอาจสนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง พูดคุยกับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดน้อยลง ทำกิจกรรมนอกบ้านลดลง แต่เทคโนโลยีจะทำให้ความสัมพันธ์ลดลงจริงหรือ ?

บางเรื่องก็ไม่ได้เป็นจริงเช่นนั้น เช่น เรื่องกิจกรรมนอกบ้าน มีงานวิจัยจาก Lincoln University ในปี 2016 ว่า แท้จริงแล้วเทคโนโลยีกลับช่วยให้คนออกนอกบ้านมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับประสบการณ์นอกบ้านเป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีช่วยให้กิจกรรมนอกบ้านไม่น่าเบื่อ เช่น ใช้แอพฯ ช่วยให้ออกกำลังกายไม่น่าเบื่อ ใช้ช่วยในการท่องเที่ยว ใช้บันทึกภาพสวย ๆ เรื่องราวดี ๆ ท่าเต้นเจ๋ง ๆ ที่เห็นตามทาง เพลงเพราะ ๆ ที่ได้ยินตามทาง หรือกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยที่ทำร่วมกับเพื่อน ดังนั้นหากคุณเห็นคนเริ่มอ่าน chat เวลาคุยกับใครสักคน แสดงว่าบรรยากาศมันเริ่มน่าเบื่อต่างหาก 

แต่บางเรื่องก็จริง เช่น การพูดคุยกับครอบครัวกับคนใกล้ชิด คำประมาณว่า “สังคมก้มหน้า” อธิบายเรื่องราวเหล่านี้ได้ดี นั่นอาจเป็นเพราะ แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เรายึดโยงได้มากขึ้น แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่อ่อนหรือฉาบฉวย ถามว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ? บางทีเราอาจพัฒนา AI ให้แก้ปัญหานี้ตรง ๆ เลย เช่น AI สายหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการนี้ เรียกว่า artificial empathy เพื่อให้มนุษย์เชื่อมโยงกัน และตอบสนองโดยคำนึงถึงอารมณ์หรือความคิดของเรา ให้แตกต่างจากระบบตรรกะที่แข็งกระด้างและตรงไปตรงมา

แต่เราอาจพัฒนากลยุทธ์แก้ปัญหาทางอ้อมโดยใช้เทคโนโลยีแทน ยกตัวอย่างเช่น ราสนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เห็นผลกระทบโดยตรงระหว่างเรากับสิ่งแวดล้อม เช่น เราไม่เห็นว่าถุงพลาสติกที่เราทิ้งสุดท้ายมันจะไปที่ไหน เมื่อเทคโนโลยีขยายตัว แต่เรายังไม่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม ปัญหาก็จะมีมากขึ้น แต่ในอนาคตเมื่อเครือข่ายสิ่งของ (Internet of things) เทคโนโลยีติดตาม (tracking technology) และ AI จะทำให้เชื่อมผลกระทบที่ตามมาอย่างชัดเจนมากขึ้น ส่วนนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และความเห็นอกเห็นใจสิ่งแวดล้อม กล่าวอีกนัยหนึ่ง นอกจากเราจะมี AI เป็น “ผู้ใช้งานเรา” และ “ผู้ช่วยงานเรา” แล้ว เรายังมี AI ที่เป็น “เพื่อน” คอยเดินเคียงข้าง ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง ใกล้ชิดกันขึ้นและ “เป็นมนุษย์” มากกว่าเดิม

บทสรุป: AI จะทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นหรือไม่ ?

หลายคนมองอนาคตในทิศทางแง่ร้ายว่า ถ้า AI จะมาแย่งงาน ปกครองเมือง และกำกับชีวิตเรา มนุษยชาติจะมีบทบาทอะไรต่อไปอีก หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษยชาติจะสูญสิ้นไปหรือไม่ เพราะไม่มีความจำเป็นแล้ว ส่วนตัวเห็นว่ามนุษยชาติจะสูญสิ้นไปหรือไม่นั้น เป็นคำถามที่ตอบยากในตอนนี้ เพราะขึ้นอยู่กับปัญหาย่อยอีกหลายปัญหา

ปัญหาหนึ่งคือขีดจำกัดทางของ AI จะเป็นอย่างไร ? ซึ่งเคยกล่าวถึงบล็อกที่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หาก AI มีตัวตนได้จริง เราอาจสร้างโลกที่มี “มนุษย์ประดิษฐ์” ได้จำนวนมาก ซึ่งมนุษย์ดั้งเดิมก็ต้องคำนึง “จิตใจ” ของมนุษย์ใหม่นี้ด้วย เช่น เรื่องกฎหมาย การอยู่ร่วมกัน และสิทธิของ AI เสมือนมนุษย์มีเพื่อนร่วมโลกเพิ่มขึ้น เพียงแค่นั้น แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ “มนุษย์ประดิษฐ์” ใหม่ต้องใช้ทรัพยากรหรือแหล่งพลังงานจำนวนมากน้อยเพียงใด ? หรือต้องกินต้องใช้มากหรือไม่ ? เพราะหาก AI ต้องกินต้องใช้ เรากับ AI อาจต้องทะเลาะเบาะแว้งเรื่องทรัพยากร (เหมือนหนังเรื่อง The Matrix) เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดทางฮาร์ดแวร์ว่า AI จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้ทรัพยากรจำกัดหรือเปล่า ? (กฎของมัวร์) ซึ่งการวิจัยเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจตอบโจทย์นี้ แต่หาก AI ไม่มีทางสร้างตัวตนได้เลย เราอาจต้องหวาดกลัวมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ ที่จะสอนหรือใช้ AI ในแง่ร้ายเสียเอง และถ้าพิจารณาแล้ว กรณีอย่างหลังนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า

เห็นอย่างนี้ อาจรู้สึกว่าไม่ควรพัฒนา AI ต่อไป แต่เราต้องคิดคำถามในแง่กลับด้วยว่า การไม่มี AI จะทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นหรือไม่ ? ในความเป็นจริง ถ้าถามว่าอะไรคือเหตุที่โลกสูญสิ้นที่รอคอยเราอยู่แน่ ๆ ? เราจะพบว่า ปัญหาในระดับจักรวาลอย่างการระเบิดของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะขึ้นราว 4 พันล้านปีข้างหน้า และ “ย่างสด” โลกไปด้วย หรือปัญหาในระดับโลก อย่างภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงหรือทรัพยากรธรรมชาติหมดลง  (สถานการณ์เหมือนในหนังเรื่อง Interstellar) กลับมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า ปัญหาระดับใหญ่นี้ต่างหากที่มนุษย์ควรหันมาใส่ใจและต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ดังนั้นหากมองในแง่นี้ การยับยั้งเทคโนโลยีแม้จะลดความรุนแรงจากสงคราม แต่กลับเพิ่มโอกาสที่เราจะสูญสิ้นจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ อนาคตจึงต้องทำทั้งสองด้าน คือ ต้องพัฒนาเทคโนโลยี ระหว่างนั้นต้องยับยั้งสงครามไปด้วย

อีกปัญหาหนึ่ง นั่นคือ การสูญสิ้นมนุษยชาตินั้นนับอย่างไร ? ปกติถ้าเราคิดเรื่อง AI กับการสูญสิ้นมนุษยชาติในภาพยนตร์ เราจะนึกถึงการสูญสิ้นในแง่สงครามระหว่างคนกับหุ่นยนต์  แต่ถ้าถามว่า โลกที่ทุกคนใช้ร่างกาย “หุ่นยนต์” และใช้เวลาส่วนมากอยู่ในความจริงเสมือน อย่างนี้ถือว่ามนุษยชาติสูญสิ้นในอีกแง่ได้หรือเปล่า ? ถ้าเราเป็นคนถอดความเป็นตัวเราเอง จะนับว่ามนุษยชาติมีอยู่หรือเปล่า ?

ปัญหาที่ว่ามนุษยชาติจะสูญสิ้นหรือไม่ ? ส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับว่าเรานับความเป็นมนุษยชาติถึงแค่ไหน ? เพราะเทคโนโลยีก็เหมือนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต คือ  เราจะสูญเสียนิยามที่แข็งกระด้างที่เราเคยชินไปเรื่อย ๆ ไปสู่นิยามความเป็นมนุษย์ที่ยืดหยุ่นและรองรับได้หลายสิ่งกว่า ดุจก้อนหินที่ตกน้ำนั้นไม่ไปไหน แต่หมึกที่หยดลงไปในน้ำกลับแผ่กระจายได้ทั่ว ดังนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ด้วยการเปิดกว้างนิยามความเป็นมนุษย์ให้รองรับความหลากหลาย  เพราะเมื่อมองจากสายธารแห่งประวัติศาสตร์แล้ว โลกเราย่อมรองรับเฉพาะสิ่งที่เปิดกว้างและโอบอ้อมอารี

 

 

Advertisements
This entry was posted in บทความ and tagged , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s